นิทานเรื่อง สามเกลอ
 
มีคนอยู่ 3 คนคนหนึ่งหน้าแข้งเดาะไปนิดคนที่สองหัวล้านโล่งโจ้งคนที่สามเป็นกลาก คันไปทั้งตัว
แล้วทั้งสามคนนัดกันไปวิดปลาที่หนองหนองนั้นอยู่กลางทุ่งนั่นแหละ ไม่มีร่มไม้ซักนิดเดียว
 
ก่อนวิดปลาก็ตั้งกฎกันว่า ถ้าใครหยุดก็จะถูกลดส่วนแบ่งให้วิดจนแห้งห้ามหยุดทีนี้ก็วิดไป วิดไป
ก็ร้อนมากเลยล่ะ ไอ้หัวล้านก็แสบหนังศรีษะ ไอ้หน้าแข้งเดาะก็โดนปลิกกันที่แข้งเดาะไปนั้นแหละ
 
ทั้งเจ็บทั้งคัน ไอ้ขี้กลากก็คันไปหมดทั้งตัวไม่รู้จะทำยังไงหยุดไม่ได้ไอ้หน้าแข้งเดาะมีความ
คิดดีที่สุดพอวิดๆก็แกล้งทำเป็นว่า ปลามาซ่อนดุนแข้ไอ้หน้าแข้งเดาะมีความคิดดีที่สุด
 
พอวิดๆก็แกล้งทำเป็นว่าปลามาซ่อนดุนแข้ง วางโพงที่ปลาซ่อน วางโพงกะจะจับปลาช่อนที่แข้ง

"แหม ปลาช่อนตัวใหญ่ กินแข้งกูฮึ ไปซะแล้ว"ถากแข้งไปเนี่ยะเมื่อกี้จับไม่ทัน

 
เอามือปลดปลิกที่แข้งก็หายเจ็บหายคันไป ก็หายเจ็บหายคันไปไอ้หัวล้านก็ว่า"ประเดี๋ยวสิ กุเห็นแล้ว"
"ก็ดำน้ำไปแสร้งทำเป็นดำอยู่นาน ผุดขึ้นมา"ตัวใหญ่มาก ฮึจับไม่ได้"ก็ดำน้ำสบายหัวไปนั่นแหละ
 
(หัวเราะ)ไอ้ขี้กลากก็คันมาก ก็วิดน้ำทำเป็นโมโห"กูขัดใจ ขัดใจ ไม่รู็ทำไงดี"
 
เอามืดไปเกาขี้กลากลูกเดียวจนหายคันไปนั่นแหละสรุปว่าทั้งสามคนก็วิดน้ำต่อไปจน
 
แห้งแล้วก็จับปลาไม่มีใครถูกลดส่วนแบ่ง ทุกคนได้เท่าๆกันนั่นแหละ
 
นิทานเรื่อง "ศรีธนญชัยอยู่วัด"
 
นิทานเรื่องนี้นั้นน่ะนะ เรื่องศรีธนญชัยนั่นแหละอาศัยอยู่ที่วัดกับหลวงพ่อ
หลวงพ่อท่านสั่งไว้ว่า "ศรีธนญชัยเอ๊ย เดี๋ยวพอดาวประกายพฤกษ์ขึ้นสูงเทียมยอดไม้
มึงเรียกกูด้วยนะ กูจะไปบิณฑบาตร"ศรีธนญชัยรับว่า "ฮึ ได้ หลวงพ่อนอนเถอะ"
พอหลวงพ่อเข้านอน ศรีธนญชัยก็ไปหาไต้มาจุดไฟไปติดไว้ที่ยอดไม้
แสร้งทำเป็นว่าดาวประกายพฤกษ์แล้วพอกลับมาถึงไปปลุกหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อ หลวงพ่อ
ดาวประกายพฤกษ์ขึ้นแล้วนะดูสิ สูงเทียมปลายยอดไม้แล้วนะ"
หลวงพ่อก็ตกใจตื่นเงยหน้าขึ้นดูเห็นดาวประกายพฤกษ์อยู่ปลายยอดไม้
ก็รีบลุกขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลน จะไปบิณฑบาตรหลวงพ่อเดินไปๆ ว่า "อิ๊! ทำไมคนถึงเงียบจัง
ไก่ก็ไม่ขัน มืดก็มืด"หลวงพ่อเดิน เดินไปวา "อิ๊! ไม่มีคนเลย"
เห็นว่าไม่มีคน ก็เลยเงยหน้าขึ้นดูดาวประกายพฤกษ์
ไม่มีซะแล้วหลวงพ่อกลับมาที่วัด มาที่กุฏิน่ะแหละมาถึงก็เรียกศรีธนญชัย
เอ๊าะ! ก่อนที่แกจะไป แกได้สั่งไว้ว่า ใครมาเรียกก็ห้ามเปิดประตู
มาถึงก็เรียก "ศรีธนญชัย เปิดประตูหน่อยสิ"ศรีธนญชัย "หลวงพ่อไม่ให้เปิด"
"ศรีธนญชัยเปิดประตู เปิดประตูหน่อย""อึ๊หลวงพ่อสั่งว่า ไม่ให้เปิด"
"นี่หลวงพ่อเอง เปิดเถอะ""หลวงพ่อสั่งไว้ว่าไม่ให้เปิด"
หลวงพ่อเรียก เรียก มันก็ไม่ยอมเปิดในที่สุดหลวงพ่อก็ต้องไปนอนข้างวัด
ไปนอนที่กอฟักทองของชาวบ้านพอใกล้รุ่ง ผู้หญิงคนหนึ่ง มาเก็บผลฟักทองไปตลาดนัด
มาถึง ก็ดีดป็อกแป็กๆ ดีดเอา (หัวเราะ) ผลโน้น แล้วก็ดีดผลนี้
จนดีดเอาหัวหลวงพ่อหลวงพ่อตกใจตื่นลุกขึ้น กลับไปวัดคราวนี้ อยู่มาวันหนึ่งหลวงพ่อออกไปข้างนอกอีก
ให้ศรีธนญชัยเฝ้าบ้านได้สั่งไว้ว่า "มึงเฝ้ากุฏิให้ดีนะอย่าให้หมาขึ้นมาขี้ถ้ามึงให้หมาขึ้นมาขี้ แล้วกูจะให้มึงเก็บกินละ
" (มีเสียงละหมาดแทรกเป็นระยะๆ)พอหลวงพ่อออกไป ศรีธนญชัยก็คั่วข้าวโพดจนหอมแล้วโขลกกับน้ำตาลทราย เกลือ
แล้วเอามาปั้น ตั้งไว้ตามพื้นมองดูเหมือนขี้หมาเลยล่ะพอหลวงพ่อกลับมาถึง เห็นก็ว่า "ฮา กูสั่งมึงไว้แล้ว ว่าอย่าให้หมาขึ้นมาขี้
กินซะ ศรีธนญชัย"ศรีธนญชัยก็หยิบกิน กิน กิน จนใกล้จะหมดแล้วหลวงพ่อก็ว่า "อะไรกัน ศรีธนญชัยนี่ มันกินขี้หมาท่าทางอร่อยเชียว""อิ๊หลวงพ่อชิมสิ อร่อยนะ"หลวงพ่อก็เอามาชิม พอชิมก็ว่า "เอ๊อ อร่อยจริงด้วย"
แต่มันเหลืออยู่นิดเดียว (หัวเราะ)หลวงพ่ออยากกินอีก
"เอาล่ะ ทีนี้ มึงอย่าไล่หมานะศรีธนญชัยให้หมามันขึ้นมาขี้เถอะ"พอวันต่อมา ศรีธนญชัยก็ไม่ไล่หมา ให้หมาขึ้นมาขี้
หลวงพ่อบอกว่าเหม็น กินไม่ได้"เอ๊าะ แล้วทำไมเหม็นล่ะศรีธนญชัย""อึ๊ กินไม่ได้หรอก ขี้หมาแดงนี่นา ไม่ใช่ขี้หมาหมีสักหน่อยเค้ากินขี้หมาหมีกันต่างหากล่ะ"หลวงพ่อก็ให้เด็กไปไล่หมาหมีที่ตัวดำ ดำขึ้นมาให้มันขี้ มันก็ไม่ขี้หลวงพ่อก็ตีจนขี้แตก
แล้วเอามากิน ก็ว่า "อึ๊ ทำไมถึงขมล่ะ""อึ๊ หลวงพ่อตีจนขี้แตกน่ะสิ" ศรีธนญชัยว่าก็เป็นจบเพียงเท่านี้